ความปลอดภัยในสถานประกอบการและการจัดการอุบัติเหตุยินดีต้อนรับ
SafetyProTH

รีวิว "Safety Culture" ในสถานประกอบการไทย ดีไหม จริงหรือ?

โดย อรุณี ไพศาล · 15 สิงหาคม 2569

รีวิว "Safety Culture" ในสถานประกอบการไทย ดีไหม จริงหรือ?

เมื่อสักครู่ฉันไปเยี่ยมโรงงานแห่งหนึ่ง แล้วเห็นป้ายเขียนว่า "Safety First" ทั่วทุกมุม พนักงานสวมอุปกรณ์ป้องกันอบรม ครบถ้วน และมีป้ายเตือนอยู่สะดุดตา แต่พอถามประวัติอุบัติเหตุในปีที่แล้วตัวเลขกลับหลุดหลายครั้ง นั่นทำให้ฉันตั้งคำถามกับตัวเอง: "Safety Culture จริงๆ ช่วยได้จริงหรือ หรือเป็นแค่การแสดงให้เห็น?"

วัฒนธรรมความปลอดภัย หรือที่เรียกว่า Safety Culture นั้นเป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในสถานประกอบการไทย ตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว บ้านหน้าต่างหลายแห่งเริ่มนำเข้ามาใช้บ้าง บางที่ยังจำกัดอยู่ในระดับสไตล์เท่านั้น มาดูรีวิวกันว่าแนวคิดนี้มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

Safety Culture คืออะไร

ก่อนที่เราจะวิจารณ์ต้องเข้าใจก่อนว่า Safety Culture หมายถึงอะไร โดยหลากหลายมุมมอง ตามเนื้อหาที่ศึกษาได้ Wikipedia Safety Culture ส่วนใหญ่อ้างถึง "การสร้างสภาพแวดล้อมและจิตสำนึกในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นลำดับแรก โดยสมาชิกทุกคนในองค์กรตั้งใจรักษา ปฏิบัติตาม และส่งเสริมกิจกรรมเพื่อปลอดภัย"

ง่ายๆ ก็คือ ถ้าสถานประกอบการมี Safety Culture ที่ดี พนักงาน หัวหน้า และนายจ้างจะมีเจตนาร่วมกันที่จะทำให้สถานที่ปลอดภัย ไม่ใช่แค่ทำตามกฎหมายเท่านั้น

ข้อดี

  • ลดอุบัติเหตุได้ประสิทธิผล - สถานประกอบการที่มี Safety Culture แข็งแรง ส่วนใหญ่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุต่ำกว่าเพื่อน ฉันเห็นสถาบันวิจัยหลายแห่งรายงานว่าสถานที่ที่มีความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยจริงๆ เกิดอุบัติเหตุน้อยลง จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมไป
  • เพิ่มขึ้นของผลผลิตและประสิทธิภาพ - คิดไปดีๆ ถ้าพนักงานรู้สึกปลอดภัยในการทำงาน ก็มีเวลาสำหรับการสร้างสรรค์มากขึ้น ไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะเกิดอันตรายเซ็บสบายๆ ประสิทธิภาพในการทำงานจึงเพิ่มขึ้น
  • สร้างจิตสำนึกรวมกัน - เมื่อพนักงานทุกคนมีเจตนาร่วมกัน ความสามัคคีในองค์กรจะดีขึ้น พวกเขาจะตักเตือนซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือเมื่อเห็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
  • ลดต้นทุนด้านสุขภาพและความคุ้มค่า - อุบัติเหตุที่ลดลง ส่วนแรมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การชดใช้สำหรับเงินได้ที่สูญเสีย ค่าเสียหายต่อเครื่องจักร ล้วนแล้วแต่สูงมาก การป้องกันไว้ล่วงหน้าจึงประหยัดได้มากกว่า
  • ค่นำแบบอย่างให้กับอุตสาหกรรมอื่น - สถานประกอบการที่มี Safety Culture ที่ดี มักเป็นที่ยอมรับและศรัทธาจากลูกค้า ผู้ลงทุน และเจ้าหนี้มากขึ้น บ้านหน้าต่างอื่นอาจเลียนแบบสิ่งที่เห็นผลดีมากมาย
  • อำนวยความสะดวกให้กับการปฏิบัติตามกฎหมาย - ถ้าวัฒนธรรมความปลอดภัยเข้ม การปฏิบัติตามกฎหมายก็ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกสอบสวน หรือติดอ่วงได้

ข้อเสีย

  • ต้องใช้เวลานานจนเกือบทำให้หมดสติ - ความจริงก็คือ การสร้าง Safety Culture ไม่ใช่เรื่องของวันสองวัน ต้องกระทำหนักหน่วงเป็นปี เมื่อเห็นว่าผลไม่ออกหลังผ่านไป สามเดือน ใจหาย นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สถานประกอบการขนาดกลางมักประสบ
  • ต้องใช้เงินทุนพื้นฐานนั้นสูง - ฝึกอบรม ซื้อสัญญาณเตือน ประชุม ทีม ข้อมูล สิ่งเหล่านี้ล้วนสิ้นเปลือง ทำให้บางที่ขาดทุนเก่งตั้งแต่แรก บ้านหน้าต่างเล็กๆ อาจไม่สามารถจ่ายได้
  • ต้องได้รับการสนับสนุนจากสายบน - ถ้าเจ้าหน้าที่ประจำสายปัญญาชน หรือเจ้าขององค์กรไม่สนใจจริงๆ แล้วเพียงแต่ให้ลงชื่อในกระดาษ Safety Culture ก็มันเลยหมดเนื้อหมด โปรแกรมจะเป็นเพียงความคิดของคนหน่อยคนสองคน ไม่ใช่นโยบายขององค์กรทั้งหมด
  • อาจเกิดการจัดการตัวเลขตัวบิน - นี่เป็นปัญหาที่เห็นบ่อย บางองค์กรสร้าง Safety Culture แพะปัจจุบัน แต่พยายามซ่อนเร้นตัวเลขอุบัติเหตุเพื่อให้ดูดี ทำเสียบ้านเมื่อเห็นแล้วมีจริงแต่ไม่รายงาน นี่คือความหลอกลวงชั้นแรก
  • ความเสี่ยงว่าจะเกิดการมองข้าม - เมื่อองค์กรเน้นการสร้างวัฒนธรรม บางครั้งเลือนลางการตรวจสอบวัสดุ อุปกรณ์ การบำรุงรักษา ซึ่งเป็นหลักมูลธรรมจริงอยู่ Safety Culture ไม่สามารถแทนที่เครื่องมือความปลอดภัยที่เสื่อมสภาพได้
  • การวัดผลนั้นลำบาก - วัฒนธรรมความปลอดภัยเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น บ่อยครั้งที่องค์กรก็ไม่รู้ว่าตัวแบบของตนดีขึ้นจริงหรือไม่ ต้องอาศัยอุตสาหะในการวัด

บ้านหน้าต่างไทยสถานการณ์พื้นที่จริง

ฉันพูดจากประสบการณ์ สถานประกอบการไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงที่ "ลอง" Safety Culture ตัดเซ็บสัค นั่นคือ บางที่เข้าใจว่า Safety Culture เพียงแต่การพูดและการโฆษณา ไม่ใช่การกระทำจริง บ้านหน้าต่างที่เป็นตัวอย่างที่ดี เช่น บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีวิศวกรสวัสดิภาพเต็มเดือนหน่วยงาน ประสบความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุลงประมาณ 40-60 เปอร์เซ็นต์ ในการทำงานสามปีแรก

แต่ด้านที่จำกัด บ้านหน้าต่างไทยบางแห่ง ยังคิดว่า Safety Culture แค่ "ตามใจ" ของนายจ้าง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเก่งค้นหาจริงๆ หรือด้วยความไม่เข้าใจ บ้านหน้าต่างก็ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่ไหน

นอกเหนือจากนั้น ถ้าสถานประกอบการไม่ได้ยึด คู่มือการใช้งาน Personal Protective Equipment (PPE) ฉบับสมบูรณ์ สำหรับสถานประกอบการ อย่างเข้มงวด Safety Culture ก็เท่ากับการสร้างบ้านบนหาดทราย พื้นฐานไม่มั่นคง

คำแนะนำเพื่อให้ Safety Culture ประสบความสำเร็จ

เริ่มจากสายบน - นายจ้าง ผู้บริหาร ต้องแสดงจริงว่าสนใจความปลอดภัยจริง ไม่ใช่บอก ตัวอย่างเช่น สวมอุปกรณ์ป้องกันตัวเองเมื่อเข้าพื้นที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ผลมีความใจคุณจะติดตามมา

ทำขั้นต่างๆ อย่างโปร่งใจ - ไม่ได้ว่ากระโดดเข้าไปทำทั้งหมดพร้อมกัน เราควรทำทีละขั้น ตั้งเป้าหมายที่เกิดจริงได้ ระหว่างนั้นก็สอบสวนความเห็นของพนักงาน ปรับปรุง

เชื่อมโยงกับสิ่งอื่น - ความปลอดภัยต้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด ไม่ใช่แค่ที่โมง ตัวอย่างเช่น การประเมินสำหรับการแต่งตั้งบุคคล การพูดถึงเกณฑ์การค้นหา ฉันสัญญาว่าจะกล่าวถึง คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงอุบัติเหตุในสถานประกอบการ ในอีกบทความหนึ่ง

ให้คำมั่นสัญญาอย่างต่อเนื่อง - Safety Culture ต้องทำต่อเนื่องเสมอ ไม่ใช่ที่ประมาณหนึ่ง แล้วก็ลืม สำหรับระยะยาวประมาณ 3-5 ปี ต้องพร้อมใจ

สรุปความเห็น

Safety Culture ในสถานประกอบการไทย? ดีไหม ใช่ครับ ถ้าทำจริง ถ้ามีสัจจะใจ ถ้าสนใจจากสายบนมาจริงๆ

แต่เป็นความจริงที่ว่า Safety Culture ไม่สามารถแทนที่หลักสิ่งอื่นๆ ได้ เช่น อุปกรณ์ที่ดี การบำรุงรักษา กฎเกณฑ์ที่ชัดเจน Safety Culture ต้องประกอบกับสิ่งเหล่านั้นไป ด้วยความ

นอกจากนั้น อุตสาหะและความอดทนเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ช่วงแรกอาจรู้สึกว่าผลไม่ออก งบประมาณหมด แต่ถ้าเดินต่อ ผลที่ได้จะคุ้มค่ามาก อุบัติเหตุน้อยลง พนักงานสุข ผลผลิตดีขึ้น

ดังนั้น คำแนะนำของฉันคือ ถ้าคุณเป็นผู้บริหาร หรือเป็นคนทำงานในส่วนสวัสดิภาพ ลองเริ่มสร้าง Safety Culture ดู ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหนก็ได้ ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ยิ่งได้ผลเร็ว และสำหรับพนักงานธรรมดา เมื่อเห็นว่าองค์กรตัวเองไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย เราก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง โดยปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เสวยอุปกรณ์ป้องกันตัว และมีสติในเสี่ยง

ท้ายที่สุด ความปลอดภัยเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เพียงองค์กร มาเอาใจช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยขึ้น ทั้งที่บ้าน ที่งาน ที่สถานที่สาธารณะ นั่นจะดีที่สุดแล้ว

อรุณี ไพศาล
ที่ปรึกษาและนักเขียนด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการและการจัดการอุบัติเหตุ มุ่งแบ่งปันความรู้จากประสบการณ์ตรงกว่า 12 ปี