คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงอุบัติเหตุในสถานประกอบการ
ในหลายปีที่ผมให้คำปรึกษาด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการ ผมพบว่าการประเมินความเสี่ยงอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่หลายผู้บริหารและทีม HSE ยังสงสัยอยู่ เกิดจากการขาดความเข้าใจชัดเจน หรือบางครั้งเป็นเพราะว่า "เรารู้ว่าต้องทำ แต่ไม่รู้ว่าต้องทำให้ถูกต้องแค่ไหน" คำถามต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญจริงๆ เพราะการประเมินความเสี่ยงที่ถูกต้องคือรากฐานของการป้องกันอุบัติเหตุทั้งหมด
การประเมินความเสี่ยงต้องทำเป็นระยะเท่าไหร่ถึงจะพอ?
คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ ไม่มีกำหนดเวลาที่ "พอ" ได้ แต่ต้องเป็นกระบวนการต่อเนื่อง หลายสถานประกอบการคิดว่าทำการประเมินความเสี่ยงครั้งเดียวต่อปี ก็เสร็จเรียบร้อย ซึ่งนี่คือความเข้าใจที่ผิดพลาด
ในทางปฏิบัติ คุณควรทำการประเมินความเสี่ยงใหม่เมื่อ:
- มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือวิธีการทำงาน
- นำเครื่องจักรใหม่เข้ามาในสถานประกอบการ
- เกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์เกือบเสียชีวิต ต้องทบทวนว่าการประเมินเดิมพลาดตรงไหน
- มีการรับคนงานใหม่เข้ามา โดยเฉพาะหลังจากฝึกอบรมแล้ว
- ตามที่กฎหมายกำหนด (โดยทั่วไปประมาณ 1-2 ปีคนละครั้ง)
ผมเคยเห็นบริษัทที่ทำการประเมินความเสี่ยงทุกเดือน มันอาจดูสูญเปลืองเวลา แต่ถ้าคิดว่าการประเมินนั้นช่วยป้องกันการบาดเจ็บแม้แต่ครั้งเดียว ความสูญเสียก็นอยมากเมื่อเทียบกับค่าสินไหม ที่อาจเกิดขึ้น
คนธรรมดาแบบเรา ต้องมีคุณวุฒิพิเศษถึงจะประเมินความเสี่ยงได้หรือ?
ไม่ต้อง ตรงนี้ฉันอยากชี้ให้เห็นให้ชัดเจน เพราะบ่อยครั้งที่ผู้บริหารเลี่ยงการประเมินความเสี่ยงด้วยเหตุผล "เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ"
ความจริงคือ ผู้ที่ทำงานในแต่ละสายงาน (Shop floor expert) เป็นผู้เชี่ยวชาญการประเมินความเสี่ยงที่ดีที่สุด เพราะพวกเขารู้จริงว่าสิ่งไหนเสี่ยง สิ่งไหนไม่เสี่ยง ควรใช้วิธีไหนปลอดภัยที่สุด
แน่นอนว่า ควรมีคนที่มีความรู้พื้นฐานนำทางกระบวนการ เช่น HSE Coordinator หรือคนที่ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีการประเมินความเสี่ยง แต่ขั้นตอนการประเมินเองควรเป็นการร่วมมือระหว่าง:
- ผู้จัดการแผนก ผู้บังคับบัญชา
- พนักงานที่ทำงานจริงในแต่ละตำแหน่ง
- คนที่มีความรู้ด้าน Safety (อาจเชิญจากภายนอกก็ได้)
การประเมินความเสี่ยงที่ดีเกิดจากการสนทนาและแลกเปลี่ยนความเห็นเปิดกว้าง ไม่ใช่กระดาษขนาดเล็กที่นั่งเขียนคนเดียว
ถ้าประเมินความเสี่ยงแล้วทำไมอุบัติเหตุยังเกิดขึ้น?
คำถามนี้ค่อนข้างผิดหวังของคนหลาย คน โดยเฉพาะหลังจากพยายามทำการประเมินความเสี่ยงมาแล้ว แต่อุบัติเหตุยังคงเกิดขึ้น
เหตุผลหลักมีหลายประการ:
1. การประเมินไม่ครบถ้วน บางครั้งเราพลาดความเสี่ยงบางอย่าง หรือประเมินความรุนแรงไว้น้อยกว่าความเป็นจริง
2. มีการวางแผนแก้ไขแต่ไม่ได้ดำเนินการ ผมเคยเห็นแบบฟอร์มประเมินความเสี่ยงที่เขียน "ต้องซื้อ Machine Guard" แต่เมื่อกลับไปดูในอีก 3 เดือนข้างหน้า ยังไม่มีใครซื้อ เพราะไม่มีงบประมาณ หรือลืม
3. การประเมินความเสี่ยงไม่ได้คำนึงถึง "ความสามารถของมนุษย์" เราประเมินว่าถ้าทำตามขั้นตอนปลอดภัยก็ไม่เสี่ยง แต่จริงๆ แล้ว มนุษย์มีข้อบกพร่องในตัวตั้งแต่ต้น ลืม สับสน ตัดสินใจผิด คนใจร้อน ที่ต้องคำนึงด้วย
นั่นเป็นสาเหตุที่เราต้อง คิดเรื่องการฝึกอบรม การสื่อสาร การดูแลระยะยาว ไม่ใช่แค่ประเมินความเสี่ยงแล้วเสร็จ
เมื่อประเมินความเสี่ยงแล้ว ต้องเก็บเอกสารไว้นานแค่ไหน?
นี่เป็นคำถามที่ค่อนข้างเป็นไปตามระเบียบกฎหมายมากกว่า ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2564 กำหนดให้ เก็บเอกสารการประเมินความเสี่ยงไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
แต่ผมจะแนะนำให้เก็บนานกว่านั้น เพราะ:
- ถ้าเกิดกรณีคดีแรงงานหรือประกันอุบัติเหตุ อาจต้องใช้เอกสารเก่า ๆ หากเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาแรกเก่า ๆ
- มันช่วยให้คุณเห็นแนวโน้มของความเสี่ยง ว่าแล้วแต่ไปเพิ่มขึ้นหรือลดลง
- ในอุตสาหกรรมบางแห่ง อาจมีกฎเกณฑ์เพิ่มเติม
วิธีที่ดีคือเก็บเอกสารในรูปแบบ Digital backup และ Physical copy ในที่ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการสูญหายของข้อมูล
ความเสี่ยงที่พบในการประเมินความเสี่ยง มีวิธีจัดลำดับความสำคัญอย่างไร?
นี่คือสิ่งที่หลายคนสับสน เพราะมีวิธีการหลากหลาย แต่วิธีที่ใช้กันทั่วไปและได้ผลดีคือ Matrix Risk Assessment ซึ่งประเมินจากสองตัวแปร:
ความน่าจะเป็น (Likelihood) - โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นั้นหรือไม่
ระดับ 1 (ต่ำ) = ไม่น่าจะเกิดในเร็ว ๆ นี้
ระดับ 2 (ปานกลาง) = อาจเกิดได้บ้าง
ระดับ 3 (สูง) = มักจะเกิดบ่อย ๆ
ความรุนแรง (Severity) - ถ้าเกิดแล้ว ผลกระทบเป็นอย่างไร
ระดับ 1 (เล็กน้อย) = บาดเจ็บเล็กน้อย ไม่ต้องหยุดงาน
ระดับ 2 (ปานกลาง) = บาดเจ็บที่ต้องการบรรเทา หรือหยุดงานบ้าง
ระดับ 3 (รุนแรง) = บาดเจ็บสาหัส เสียชีวิต หรือหยุดงานนาน
เมื่อคูณกันแล้ว จะได้เลขที่บ่งบอก Risk Priority ตัวอย่างเช่น:
- Likelihood 3 × Severity 3 = 9 (ความเสี่ยงสูงสุด ต้องแก้ไขด่วน)
- Likelihood 2 × Severity 2 = 4 (ความเสี่ยงปานกลาง ต้องแก้ไขเร็ว ๆ)
- Likelihood 1 × Severity 1 = 1 (ความเสี่ยงต่ำ ติดตามต่อไป)
วิธีนี้ช่วยให้คุณสามารถจัดลำดับความสำคัญ และจัดสรรทรัพยากรให้กับความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดก่อน
ถ้าโรงงานเล็ก ๆ ที่ไม่มี HSE Team เพื่อทำการประเมินความเสี่ยง ทำไงดี?
นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงค่อนข้างบ่อยในไทย บริษัทเล็ก ๆ มักมีงบประมาณจำกัด ไม่สามารถจ้างคนแยก HSE ได้
วิธีแก้ไขมี 2 ทาง:
ทางที่ 1 มอบหมายให้คนที่มีอยู่ อาจเป็นผู้จัดการวิชาการ ผู้บริหารสายผลิตการ หรือแม้แต่พนักงานผู้มีสติและสามารถรับผิดชอบได้ แล้วส่งไปฝึกอบรมสั้น ๆ เกี่ยวกับวิธีการประเมินความเสี่ยง
ทางที่ 2 ขอความช่วยเหลือจากภายนอก มีบริษัทให้คำปรึกษา หรือกลุ่มวิชาชีพที่พร้อมให้บริการ สามารถเชิญมาช่วยประเมินครั้งแรก จากนั้นอบรมทีมภายในให้สามารถดำเนินการต่อได้
ส่วนตัวผม ผมชอบใจ "ทางที่ 2 แล้วก้าวไปสู่ทางที่ 1" เพราะว่าเมื่อเริ่มออก ให้เริ่มด้วยความถูกต้อง ไม่ใช่พยายามเอาตัวรอด จากนั้นจึงสร้างความยั่งยืนภายในองค์กร
เกิด "เหตุการณ์เกือบเสียชีวิต" ต้องทำอะไรกับการประเมินความเสี่ยงที่เคยทำแล้ว?
ถ้ามี Near Miss หรือเหตุการณ์เกือบเสียชีวิตเกิดขึ้น นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าการประเมินความเสี่ยงเดิมมีช่องว่างอยู่
ขั้นตอนที่ต้องทำมีดังนี้:
- ทำการสอบสวนเหตุการณ์ เพื่อหาสาเหตุแท้จริง ไม่ใช่เฉพาะเพราะ "ไม่มีสมาธิ" เท่านั้น
- ทบทวนการประเมินความเสี่ยงเดิม พูดคุยกับทีมว่า ทำไมถึงพลาดสิ่งนี้
- ปรับแก้การประเมิน เพิ่มความเสี่ยงใหม่ที่พบ หรือปรับระดับความเสี่ยงให้สูงขึ้น
- ปรับแก้แผนการป้องกัน อาจต้องเพิ่มมาตรการควบคุมความเสี่ยง เช่น การฝึกอบรมเพิ่มเติม การติดตั้ง Safety Equipment เพิ่มเติม หรืออื่น ๆ
- ติดตามผลการแก้ไข เพื่อให้แน่ใจว่าปัญหานั้นได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง
สำคัญที่สุดคือ ต้องมีแนวทางการสื่อสาร เพื่อให้พนักงานทั้งหมดรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นอีก
บทเรียนสำคัญ
การประเมินความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องท่อง หรือการทำให้เสร็จสิ้นเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย มันคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คุณเข้าใจ เตรียมรับมือ และป้องกันความเสี่ยงในสถานประกอบการ การสร้างแบบอย่างองค์กร ที่มีความสติสัมปชัญญะด้านความปลอดภัย เป็นเรื่องที่ต้องเป็นความรับผิดชอบของทุกคนตั้งแต่บริหารสูงสุดไปจนถึงพนักงานระดับล่างสุด
การทำให้ดี และทำอย่างต่อเนื่อง นั่นคือสิ่งที่ทำให้ความปลอดภัยกลายเป็นวัฒนธรรมขององค์กร ไม่ใช่แค่เรื่องบนกระดาษหรือลายเซ็นบนแบบฟอร์ม
หากสถานประกอบการของคุณยังไม่เริ่มทำการประเมินความเสี่ยงเลย ขอให้เริ่มเลยวันนี้ ไม่จำเป็นต้องมากมายหรือเทพ แค่เริ่มต้นก่อน โอกาสที่เสี่ยงขาด ค่อยปรับปรุงให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ