เรื่องเสียงดังและสุขภาพหูของเรา: บทเรียนจากพื้นเพบ้านโรงงาน

วันแรกที่ผมรู้ว่าเสียงดังเป็นปัญหาจริง
สัก 10 ปีที่แล้ว ผมยังนึกไม่ออกว่าทำไมหลายคนในโรงงานถึงชอบยัดที่อุดหูลงไปตลอด หูดำไม่งาม ไม่สะดวก แล้วไปร้องเพลงเล่นดูซ้ำ แต่ความเข้าใจของผมเปลี่ยนไปในวันที่ผมนั่งสัมภาษณ์พนักงานที่เกษียณอายุ ผู้หญิงอายุ 58 ปีที่เพิ่งหลุดจากการเจ็บจากการทำงาน เธอเล่าว่า หูของเธอแทบไม่ยินแล้ว ต้องมีหัวหน้าเรียกแม่เธออย่างเสียง ลูกเธอพูดด้วยปกติ เธอก็ยินไม่ชัด
นั่นเป็นจุดเปลี่ยนของผม ความสูญเสียประสาทไทยอย่างเสียงหูไม่ได้กลับมาได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย
เสียงดังทำให้หูเสียหายอย่างไร
ผมลองอ่านเรื่องนี้จากหลายแหล่ง และทำความเข้าใจมากขึ้น ปรากฎว่าเสียงที่มีระดับสูง (เมื่อวัดได้เป็นเดซิเบล หรือ dB) นั้นสามารถเสียหายเซลล์ของหูชั้นในได้ เซลล์เหล่านั้น ชื่อว่า "hair cells" มีหน้าที่รับคลื่นเสียง แล้วส่งสัญญาณไปสู่สมอง
ประเด็นสำคัญคือ เซลล์เหล่านี้ไม่งอกใหม่ได้ ครั้งแรกที่มันเสียหาย มันเสียหายตลอดไป เสียงดังประมาณ 85 เดซิเบลขึ้นไป ถ้าสัมผัสติดต่อ แล้วทำให้เกิดความเสี่ยง เสียงอย่างจากเครื่องจักร ปั๊มน้ำ ซ่อมรถ หรือแม้แต่เครื่องดูดเสียง กว่า 90 เดซิเบล สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นอันตรายสูง
แล้วเสียงดังไปกี่ชั่วโมงถึงจะเป็นปัญหา? นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ตามกฎเกณฑ์ที่ผมทำความเข้าใจ หากเสียงอยู่ที่ 85 dB ได้มากถึง 8 ชั่วโมง ก็อยู่ในระดับพอที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยง แต่ถ้าเสียงสูงขึ้นไป จำนวนชั่วโมงต้องลดลง
ประสบการณ์จริงของการควบคุมเสียง
เมื่อผมเริ่มทำหน้าที่ด้านความปลอดภัย ผมมีตัวจับเสียง (sound level meter) มาหลายครั้ง และปรับปรุงสถานที่ของผมด้วยตัวเอง บางสิ่งรู้สึกเหมือนจะท่าทางไม่จำเป็นพอ แต่ผมลองดู ผลลัพธ์กลับน่ายินดี
ขั้นตอนแรก: วัดเสียง และเข้าใจสถานการณ์
สิ่งแรกที่ผมทำคือ ไปวัดระดับเสียงจริงในพื้นที่ต่างๆ ของโรงงาน บริเวณเครื่องจักร บริเวณเสริมศิลปะ บริเวณสำนักงาน ผมพบว่าพื้นที่บางแห่งสูงถึง 95-100 เดซิเบล บางที่อยู่ที่ 75 เดซิเบล ที่ต่างกันเท่านี้ ยังไงผมก็ต้องจัดการต่างวิธี
ประโยชน์ของการวัดนี้คือ ทำให้พนักงานยินยอมใส่อุดหูมากขึ้น เมื่อพวกเขาเห็นตัวเลขว่าห้องนี้เสียงดังเท่าไร พวกเขาก็เข้าใจว่าอุดหูไม่ใช่การออกแบบไร้สาระของนายบอส แต่เป็นเรื่องจำเป็น
ขั้นตอนที่สอง: ลดเสียงที่ต้นทาง
ลดเสียงตั้งแต่ที่ต้นทางมันมีประสิทธิสูงสุด มากกว่าพยายามจัดการเมื่อเสียงออกมาแล้ว บางครั้งเราสามารถเปลี่ยนกระบวนการ หรือชิ้นส่วนของเครื่องจักรได้ เช่น ถ้ามีเครื่องจักรรุ่นใหม่ที่เสียงดังน้อยกว่า มันคุ้มค่ากับการลงทุน
ในตัวอย่างของพลเข่น ผมปรึกษากับหัวหน้าเครื่องจักร และตรวจสอบว่าบ้านมีการบำรุงรักษาที่เพียงพอไหม เครื่องจักรบางเครื่องที่เสียงดัง ปรากฎว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อต่ออื่น ๆ หลวมอยู่ หลังจากให้บำรุงรักษาตามปกติ เสียงก็ลดลงได้บ้าง
ขั้นตอนที่สาม: ใช้อุดหูและหูฟังลดเสียง
นี่คือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากที่สุด แต่ยังคงสำคัญ ผมพบว่าการเลือกอุดหูที่เหมาะสม ทำให้ผู้คนใช้มากขึ้นจริงๆ
บางคนชอบอุดหูแบบฟองน้ำ บางคนชอบแบบยางแข็ง บางคนไม่ชอบอะไรเลย แต่พอลองให้เลือกเอง พวกเขาก็เต็มใจใส่มากขึ้น ผมก็ให้โอกาสให้ทีมลองใช้อุดหูหลายประเภท แล้วให้พวกเขาเลือกเอาตรงที่สบาย
นอกจากนี้ หูฟังลดเสียงแบบ active (ใช้แบตเตอรี่) ก็เป็นตัวเลือกที่ดี พวกมันสามารถลดเสียงดังได้ แล้วยังให้ยินการพูดคุยหรือสัญญาณ alarm ได้อีก แม้ราคาจะแพงกว่า แต่ช่วยลดความต่อต้านได้มาก
ขั้นตอนที่สี่: ปรับปรุงสภาพแวดล้อม
ผมหาวิธีลดการสะท้อนของเสียงในห้อง โดยติดวัสดุมีตกระเสียง บ้านหนึ่งมีฝ้าเพดานเก่า ผมเปลี่ยนเป็นวัสดุลดเสียง ไม่ใช่วัสดุสูงชั้นหรู แต่มีประสิทธิพอสมควร
อีกอย่างหนึ่ง คือการสร้างพื้นที่ห้องนอนเล็ก ๆ หรือปิดบริเวณที่มีเสียงดังมากด้วยผนัง เพื่อไม่ให้เสียงลามไปยังพื้นที่ทั่วไป บ้างทีการจัดเรียงตำแหน่งเครื่องจักรให้ห่างจากพื้นที่ที่คนทำงานมากก็ช่วยได้
สิ่งที่ผมเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับวัฒนะของคน
ตลอดทั้งกระบวนการนี้ ผมรู้ว่าวัฒนะของประชากรเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด ถ้าพนักงานไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใส่อุดหู หรือทำไมต้องลดเสียง พวกเขาก็จะไม่ยอมสอดคล้องไปกับระเบียบอะไรก็ตาม
ผมจึงตัดสินใจว่าต้องสร้างกิจกรรมประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้คนเข้าใจ หรือแม้แต่ให้พวกเขาได้สัมผัสความแตกต่าง ว่าเมื่อใส่อุดหู เสียงจะดังแค่ไหนเมื่อเทียบกับไม่ใส่
นอกจากนี้ ผมยังทำให้พนักงานรู้ว่า การป้องกันหูจากเสียงดังนั้นไม่ใช่เพื่อโรงงาน แต่เป็นเพื่อสุขภาพของเขา ลูกของเขา อนาคตของเขา คำพูดนี้อาจฟังดูขลาด แต่มันจริง
เรื่องเงินและการลงทุน
คำถามใหญ่ที่ทีมจัดการถามผมคือ ต้องใช้เงินเท่าไร? ทำให้เกิดผลลัพธ์เท่าไร? คำตอบมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์
การซื้ออุดหูและหูฟังลดเสียงนั้นค่อนข้างประหยัด ถ้าคำนวณต่อหัวคน ต่อปี บ้านบางแห่งอาจใช้แค่ไม่กี่พันบาท ได้ทั้งหมด แต่การจ้างผู้เชี่ยวชาญวัดเสียง หรือปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกจริงๆ มันอาจสูงขึ้นไป
แต่ถ้าคำนวณต่อปีในแง่ของการลาป่วยจากการเสียหายของหู ค่ารักษาพยาบาล ความเสียใจจากการสูญเสียคุณภาพชีวิต ลงทุนลดเสียงนั้นคุ้มค่าจริงๆ
บทเรียนที่ผมอยากแบ่งปันให้คุณ
ถ้าคุณเป็นคนจัดการสถานประกอบการ หรือเป็นพนักงานที่ห่วงเรื่องนี้ ผมอยากบอกว่า เสียงดังไม่ใช่เรื่องทีต้องยอมรับว่าเป็นปกติจากการทำงาน ทุกอย่างสามารถปรับปรุงได้ และจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้
ขั้นตอนจะเป็นดังนี้:
- เริ่มด้วยการวัด: ถ้าคุณไม่รู้ว่าเสียงดังแค่ไหน ลองหาเครื่องวัดเสียงมา หรือจ้างคนมาวัดให้
- จัดลำดับความสำคัญ: พื้นที่ไหนดังมากสุด เริ่มจากนั่น
- ทดลองลดเสียง: ดูว่าการบำรุงรักษา การปรับปรุงกระบวนการ หรือการเพิ่มวัสดุลดเสียง มีประสิทธิไหม
- ให้อุดหูที่ดี: ลองให้พนักงานเลือกประเภท และให้การฝึกอบรมวิธีใส่ให้ถูก
- สร้างวัฒนะ: บอกทุกคนว่าทำไมประเด็นนี้สำคัญ และให้พวกเขาเห็นผล
ผมเชื่อว่าเสียงดังเป็นเรื่องที่สามารถจัดการได้ ถ้าเราจริงจังกับมัน และให้เวลากับมัน ปัญหาเสียงดังอาจไม่ได้เป็นประเด็นที่วิจารณ์กันเยอะ เพราะหลายครั้งคนเข้าใจว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของงาน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไข
ถ้าคุณสนใจเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันอันตรายอื่นๆ ในสถานประกอบการ ผมมีบทความอื่นๆ ที่อาจช่วยให้ได้แรงบันดาลใจ เช่น แนวทางการจัดการฝุ่นและอนุภาคในสถานประกอบการ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่คล้ายกับเสียงดังนั่นแหละ มันต่างกันแต่ปัญหาสาเหตุนั้นเหมือนกัน
ขอให้เรากันดูแลหูของเราและหูของคนรอบตัวเราให้ดี เพราะหูที่สุขภาพดีนั้นอัมเมทรีย์ที่ไม่มีราคา