ความปลอดภัยในสถานประกอบการและการจัดการอุบัติเหตุยินดีต้อนรับ
SafetyProTH

งานไฟฟ้าในโรงงาน: บทเรียนจากประสบการณ์จริงและวิธีรักษาความปลอดภัย

โดย อรุณี ไพศาล · 22 กรกฎาคม 2569
ภาพประกอบเรื่อง งานไฟฟ้าในโรงงาน: บทเรียนจากประสบการณ์จริงและวิธีรักษาความปลอดภัย
งานไฟฟ้าในโรงงาน: บทเรียนจากประสบการณ์จริงและวิธีรักษาความปลอดภัย

เมื่อเข้ามารับผิดชอบการจัดการความปลอดภัย ฉันตระหนักได้เลยว่าไฟฟ้าคือภัยที่มองไม่เห็น

ตั้งแต่วันแรกที่ฉันเข้ามารับผิดชอบด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการ ฉันก็ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่างานไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมดา ฟ้าผ่าไม่ได้มีเสียงเตือนอะไรนอกจากเสียงระเบิด และความหนาวสั่นนั้นมักจะมาคร่าวๆ อย่างมากมาย

ฉันจำได้ว่า ในช่วงแรกๆ ของการทำงาน ฉันเห็นพนักงานคนหนึ่งหลายๆ คน เดินไปตามระบบไฟฟ้าของโรงงานเหมือนว่ามันเป็นของธรรมชาติเช่นเดียวกัน ไม่มีความกังวล ไม่มีการคิดวิเคราะห์ความเสี่ยง และสิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ไม่มีการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเลย การจุติหนึ่งครั้งอาจเพียงพอแล้ว

ความสำคัญของการเข้าใจขนาดของพลังงานไฟฟ้า

อาจฟังดูเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่หลายคนไม่เข้าใจว่าไฟฟ้า 220 โวลต์ ที่เราใช้ในแต่ละวันนั้น มีความเสี่ยงมากแค่ไหน เปอร์เซ็นต์ที่เล็กของกระแสไฟฟ้า ก็อาจพอเพียงที่จะหยุดการเต้นของหัวใจได้ ข้อมูลที่ฉันรวบรวมมาบอกว่า กระแสไฟฟ้าเพียง 0.1 แอมแปร์ (100 มิลลิแอมแปร์) ก็สามารถทำให้เกิดการหมดสติและหัวใจหยุดเต้นได้แล้ว

นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมี การเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับไฟฟ้า สำหรับทุกคนที่ทำงานใกล้กับระบบไฟฟ้า หรือแม้แต่ผู้บริหารที่ต้องรับผิดชอบในการวางแนวนโยบายความปลอดภัย การเข้าใจนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทางวิศวกรรม แต่การรู้พื้นฐานนั้นสำคัญมากจริงๆ

ข้อควรระวังที่ฉันเรียนรู้มาจากการทำงาน

1. สภาพแวดล้อมที่ชื้น คือปัญหาที่โรงงานมักมองข้าม

ฉันเคยเห็นพื้นที่ที่มีน้ำเซาะซึมอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีการแก้ไข ฉันนั้นหงุดหงิดจนต้องเดินออกมาหาผู้จัดการฝ่ายบำรุงรักษา เพราะความชื้นเนี่ยนเท่ากับการสร้างทางเข้าให้กระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกายเพิ่มเติม

อาคารโรงงานจำนวนมากมีปัญหาการระบายน้ำหรือท่อน้ำรั่ว ซึ่งส่งผลให้เกิดความชื้นในพื้นที่ สิ่งนี้รวมกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีอยู่ก็กลายเป็นสูตรสำหรับการเกิดอุบัติเหตุ ฉันจึงเริ่มจัดทำนโยบาย ว่างานซ่อมบำรุงต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความชื้นเป็นอগ่าน

2. สายไฟที่เสื่อมสภาพ เห็นเป็นบ่อยแต่มักได้รับการเพิกเฉยใจ

นี่คือเรื่องที่ฉันต้องดิ้นรนเลยทีเดียว มีครั้งหนึ่งที่ฉันเดินเห็นสายไฟ ที่ถูกทำให้ลำเลียง แบบล้นหลาม ของวัสดุต่างๆ ที่ซ้ำซ้อน ผ่านมา บางส่วนของสายไฟมีรอยเปิดลอยออกมา การหลุดลงมาของอนุภาคโลหะหรือความชื้นเข้าไปในสายไฟนั้น ทำให้เกิดการแยกตัวของกลุ่มโมเลกุลในวัสดุฉนวน

ฉันจึงเริ่มการตรวจสอบเป็นระยะ ซ่อมแซมสายไฟที่ชำรุด แล้วจัดหมวดหมู่ของสายไฟให้มีการอ่านความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ การทำเช่นนี้ช่วยลดจำนวนการระบิดการไฟฟ้าลัดวงจร และเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกี่ยวข้องอย่างมาก

3. การกำหนดระดับแรงดันไฟฟ้าที่แตกต่างกันต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจน

โรงงานขนาดใหญ่มีระบบไฟฟ้าหลายระดับ บางส่วนอาจเป็นแรงดันสูง บางส่วนเป็นแรงดันต่ำ ปัญหาที่ฉันพบคือ พนักงานหลายคนไม่รู้ว่าพวกเขาเข้าใกล้ระบบไฟฟ้าประเภทไหน เนื่องจากการระบุเครื่องหมายและสัญญาณไม่ชัดเจน

ฉันจึงริเริ่มการใส่ป้ายเตือนขนาดใหญ่ พร้อมระบาย ของสีที่มีความหมาย สีแดงสำหรับแรงดันสูง สีเหลืองสำหรับแรงดันปานกลาง ส่วนสีเขียวสำหรับแรงดันต่ำ และสำคัญที่สุด ฉันจัดการสอนพนักงานให้รู้ว่าแต่ละสีหมายถึงอะไร การมีความเข้าใจที่ชัดเจนนี้ลดจำนวนการใกล้เข้าอันตรายมากมาย

การฝึกอบรมเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว

ฉันเชื่อว่าการฝึกอบรมไม่ควรจะเป็นเรื่องครั้งเดียวในชีวิต บ่อยครั้งที่ฉันเห็นพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรม แต่หลังจากหกเดือนผ่านไป พวกเขาก็กลับไปทำเหมือนเดิมอีก

การปฏิบัติด้านความปลอดภัยต้องกลายเป็นอุปนิสัย ไม่ใช่เพียงแค่คำสั่ง ดังนั้นฉันจึงจัดการฝึกอบรมแบบการทำซ้ำๆ ทุกสามเดือน โดยมีการเน้นจุดต่างๆ แต่ละครั้ง บ่อยครั้งที่ฉันเชิญวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญมาเล่าเรื่องจากประสบการณ์จริง

การเล่าเรื่องของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจริง ทำให้มีผลกระทบมากกว่าการบรรยายเกี่ยวกับสิ่งที่ อาจจะ เกิดขึ้น มันสร้างความเป็นจริงให้กับความเสี่ยง

อุปกรณ์ป้องกัน: ไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นข้อบังคับ

นี่คือจุดที่ฉันไม่ยอมให้มีการประนีประนวม สำหรับพนักงานที่ทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า ฉันกำหนดให้สวมใส่รองเท้าไฟฟ้าป้องกัน ถุงมืออ่อนนวล และแว่นตาป้องกันในทุกสถานการณ์ โดยไม่มีข้อยกเว้น

ฉันจำได้ว่า ครั้งแรกที่ฉันเสนอเรื่องนี้ มีพนักงานบางคนพูดว่า "ร้อนเกินไป" หรือ "ไม่สะดวก" แต่เมื่อฉันอธิบายว่า อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ใช่สำหรับความสะดวกสบาย แต่เพื่อให้คุณกลับบ้านได้พร้อมกับทั้งสองข้างแขน พวกเขาก็เงียบไป

บันทึกประเมินความเสี่ยง ต้องคำนึงถึง วัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร ที่ต้องการให้ทุกคนเข้าใจว่าทำไมสิ่งเหล่านี้จึงสำคัญ

ระบบการรายงานอุบัติเหตุ และการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด

ตอนเริ่มแรก โรงงานมีวัฒนธรรมที่ คนมักซ่อนข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติเหตุเล็กน้อยเพราะกลัวว่าจะถูกตำหนิ ฉันเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้โดยสร้างระบบการรายงาน ที่เป็นกลางและมีเป้าหมายเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่การลงโทษ

เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น พวกเราจะวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เหตุใดจึงเกิด และจะป้องกันไม่ให้มันเกิดซ้ำได้อย่างไร การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พนักงานยินดีที่จะรายงานถึงแม้เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย เพราะพวกเขารู้ว่ามันจะถูกใช้เพื่อป้องกันสิ่งที่เลวร้ายกว่าจากการเกิดขึ้น

ความร่วมมือจากทีมวิศวกรและผู้บำรุงรักษา

ฉันไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้เพียงลำพังเอง พืช บางครั้งความปลอดภัยไฟฟ้าอาจขัดแย้งกับประสิทธิภาพการผลิต คำถามเช่น "เหตุใดเราจึงต้องปิดระบบไฟฟ้าสำหรับการตรวจสอบ ซึ่งอาจหยุดการผลิต" มักจะเกิดขึ้น

ฉันต้องเรียนรู้ที่จะอธิบายว่า ค่าใช้จ่ายของการหยุดการผลิตเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง นั้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายของการเลิกจ้างพนักงานหรือการชดใช้ความเสียหายจากอุบัติเหตุ การมีความเข้าใจร่วมกันระหว่างแผนกต่างๆ นั้นสำคัญที่สุด

การทดสอบและการตรวจสอบต้องเป็นส่วนหนึ่งของปกติ

ฉันจัดการทดสอบอุปกรณ์ป้องกัน ตั้งแต่สวิตช์เพื่อตัดการสัมผัสไฟฟ้า ไปจนถึงเครื่องบ่งชี้กระแสไฟฟ้า ทั้งหมดจะถูกทดสอบเป็นประจำตามตารางเวลา

การทดสอบเหล่านี้ไม่ใช่การกล่าวหาว่า "อุปกรณ์เก่า ให้เปลี่ยนแปลง" แต่มันเป็นข้อความที่บอกว่า "เราดูแลคุณ และเราอยากให้คุณปลอดภัย" ที่นี่แหล่งต่างๆ ได้แสดงให้เห็นว่าการทดสอบปกตินั้นลดจำนวนการสมควรลงอย่างมีนัยสำคัญ

กำลังใจสำหรับทีมของคุณ

หากคุณเป็นผู้บริหาร หรือผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัย และคิดว่างานนี้ยากเกินไป ให้เชื่อฉันได้ว่า มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็สำคัญพอที่จะเสียสละเวลาและความพยายาม

แต่ละการโต้แย้งกับพนักงานเกี่ยวกับการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน แต่ละการหยุดการผลิตเพื่อตรวจสอบ แต่ละการนั่งลงและเรียนรู้จากข้อผิดพลาด นั่นคือการลงทุนในชีวิตของคน พนักงานของคุณมีครอบครัว มีสิ่งที่พวกเขารักอยู่เต็มไปหมด ฉันอยากให้พวกเขาสามารถกลับบ้านได้พร้อมกับความสมบูรณ์ของตนเอง

ความปลอดภัยไฟฟ้าในโรงงานไม่ใช่เรื่องตรวจสอบกล่องในรายการ มันคือเรื่องของการสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนคิดว่า ความปลอดภัยของพวกเขาและเพื่อนร่วมงานมีความสำคัญ ฉันเห็นมันทำได้ และคุณก็ทำได้เช่นกัน

อรุณี ไพศาล
ที่ปรึกษาและนักเขียนด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการและการจัดการอุบัติเหตุ มุ่งแบ่งปันความรู้จากประสบการณ์ตรงกว่า 12 ปี